การเลือกทีมพัฒนาคือการเลือกวิธีทำงานร่วมกันระยะหนึ่ง ชื่อว่า software house หรือ freelancer ยังไม่บอกคุณภาพของงานทั้งหมด สิ่งที่ควรดูคือความสามารถที่จำเป็น ผู้รับผิดชอบ และวิธีส่งมอบที่ตรวจสอบได้
ดูว่าต้องใช้ความสามารถกี่ด้าน
งานที่มีขอบเขตแคบและ requirement ชัดอาจทำร่วมกับ freelancer ที่เชี่ยวชาญด้านนั้นได้สะดวก ส่วนงานที่มีทั้ง UX, frontend, backend, data และการเชื่อมต่อหลายระบบ ต้องตรวจว่าใครดูแลแต่ละส่วนและประสานงานกันอย่างไร
ทีมขนาดใหญ่กว่าไม่ได้เหมาะกว่าเสมอไป เลือกจากคนที่จะลงมือทำจริงและตัวอย่างงานที่ใกล้กับปัญหาของคุณ
การสื่อสารและการตัดสินใจต้องชัด
ถามว่าใครเป็นผู้ติดต่อหลัก ทบทวนงานบ่อยแค่ไหน และบันทึกข้อสรุปไว้ที่ใด เมื่อ requirement เปลี่ยน ควรมีกระบวนการประเมินผลต่อเวลาและค่าใช้จ่ายก่อนทำต่อ
ธุรกิจควรมีผู้ตัดสินใจหลักเช่นกัน หากผู้เกี่ยวข้องให้ความคิดเห็นคนละทิศ ทีมพัฒนาจะต้องรอข้อสรุปและกำหนดการอาจเปลี่ยน
ตกลงเรื่องการส่งมอบและการดูแล
ให้เอกสารระบุ source code, บัญชีบริการ, สิทธิ์เข้าถึง และคู่มือที่ส่งมอบ รวมถึงข้อกำหนดการใช้งานส่วนประกอบภายนอกและสิทธิ์ในงานตามสัญญา
ถามถึงช่วงแก้บั๊ก ขอบเขตดูแลต่อเนื่อง และทางเลือกหากคนดูแลเดิมไม่พร้อม การมีเอกสารและขั้นตอนส่งต่องานช่วยลดความเสี่ยงได้ทั้งกับทีมและ freelancer
ใช้ผลงานและ scope เป็นหลักในการเลือก
ขอดูงานที่สะท้อน workflow ใกล้เคียง และให้ทีมอธิบายวิธีรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น พิจารณาข้อเสนอจากความชัดของ scope เกณฑ์รับมอบ และสมมติฐานที่ใช้ประเมินงาน
สำหรับ SME หรือ startup ที่ยังสำรวจตลาด เริ่มจาก discovery หรือต้นแบบขนาดเล็กได้ เพื่อประเมินทั้งแนวทางของระบบและการทำงานร่วมกันก่อนขยายโปรเจกต์
เลือกทีมที่อธิบายวิธีทำงานและขอบเขตได้ชัด ไม่ว่าทีมนั้นจะเป็น software house หรือ freelancer หากงานต้องใช้หลายด้าน ให้ตรวจความรับผิดชอบและการส่งต่อระหว่างแต่ละส่วนตั้งแต่เริ่ม
สำรวจบริการที่เกี่ยวข้อง


